“เจาะลึกปมร้อน กองทุนบำนาญ สส.-สว. ผลาญภาษีประชาชนเกือบ 4,000 ล้านบาท พึ่งเงินงบประมาณสูงถึง 94% ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องการรักษาเกียรติศักดิ์ศรีอดีตนักการเมือง หรือการเอารัดเอาเปรียบประชาชนทางวินัยการเงินการคลัง"
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาเตือนถึงวิกฤตการคลัง โดยระบุว่านับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ระบบนี้ได้ผลาญเงินภาษีประชาชนไปแล้วเกือบ 4,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประเทศมัลดีฟส์ถึงเกือบ 56 เท่า อีกทั้งในหลายประเทศชั้นนำหรือสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น ต่างไม่มีระบบบำนาญพิเศษแยกต่างหากให้นักการเมืองหลังพ้นตำแหน่ง การจ่ายเงินภาษีอุ้มอดีต สส. และ สว. ท่ามกลางภาวะงบประมาณแผ่นดินขาดดุลมหาศาล จึงถือเป็นโครงสร้างที่อยุติธรรม เอารัดเอาเปรียบประชาชน และอาจนำพาประเทศไปสู่วิกฤตการคลังอย่างน่าห่วง
ในส่วนของที่มา สิทธิประโยชน์ และภาระของกองทุน กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการหมุนเวียน 5 ด้าน ได้แก่ เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ), ค่ารักษาพยาบาล, เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ, เงินช่วยเหลือเสียชีวิต และค่าการศึกษาบุตร ทว่าโครงสร้างเม็ดเงินกลับพึ่งพา งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีประชาชน สูงถึง 94% ขณะที่สมาชิกสมทบเองเพียง 6% หรือเดือนละ 3,500 บาท ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากการปรับปรุงระเบียบในปี 2567 ที่เพิ่มเพดานจ่ายบำนาญสูงสุดเป็น 42,000 บาท/เดือน ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายของกองทุนพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า จากราว 200 กว่าล้านบาทต่อปี พุ่งแตะ 600–700 ล้านบาทต่อปี จนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องและรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายสุทธิสะสมอย่างต่อเนื่อง
ความขัดแย้งยิ่งทวีความร้อนแรงเมื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ เสนอขอแปรญัตติจัดสรรงบประมาณเพิ่มราว 600 ล้านบาท เข้ากองทุนฯ โดยอ้างเหตุผลว่าอดีต สส. ไม่ได้ร่ำรวยทุกคน บางรายตกอับ ไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าห้องหรือค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาท เงินส่วนนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อคุ้มครองคุณภาพชีวิต รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของอดีตผู้แทนปวงชน โดยยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาวว่ายังมีสวัสดิการดูแลอดีต สส. เช่นกัน
ทางด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาสวนค้านอย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่านักการเมืองไม่ควรให้ประชาชนมาเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต เนื่องจากกองทุนใช้เงินภาษีประชาชนสูงกว่าเงินสมทบของสมาชิกถึง 30 เท่า หากมีอดีต สส. หรือ สว. ที่ยากจนและตกทุกข์ได้ยากจริง ก็ควรไปใช้สิทธิสวัสดิการพื้นฐานของรัฐ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือระบบประกันสังคมทั่วไปเหมือนประชาชนคนอื่น ไม่ควรอ้างอภิสิทธิ์ความเป็นนักการเมืองเพื่อดึงเงินภาษีหรือดึงงบกลางฉุกเฉินของแผ่นดินมาจุนเจือกลุ่มตนเอง.


