ทีมนักวิจัยจาก ไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของ ติ๊กต็อก (TikTok) ได้ค้นพบ "กฎการขยายขนาด" (Scaling Law) รูปแบบใหม่ ซึ่งระบุถึงความเร็วที่ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเอเจนต์ (AI Agents) จะสามารถพัฒนาตัวเองจากการปฏิบัติงานในโลกจริงได้ การค้นพบนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพยุงกระแสความนิยมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้เติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่วิธีการพัฒนาแบบดั้งเดิมเริ่มเผชิญกับทางตัน
รายงานวิจัยของทีม ซีด เอไอ (Seed AI) ภายใต้ไบต์แดนซ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระบุว่า เอไอเอเจนต์ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ทำงานแทนมนุษย์ สามารถเพิ่มความเร็วในการเรียนรู้ได้เป็นสองเท่าในทุก ๆ 3 เดือน ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมในโลกจริงเป็นระยะเวลานาน การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกกำลังมองหาหนทางใหม่ ๆ ในการปรับปรุงโมเดล เนื่องจากแนวทางเดิมที่พึ่งพาการป้อนข้อมูลและกำลังการประมวลผลมหาศาลในช่วงเริ่มต้นฝึกฝน (Pre-training) กำลังเผชิญความท้าทายจากปัญหาการขาดแคลนข้อมูลข้อความที่สร้างโดยมนุษย์ ซึ่งอาจหมดไปภายใน 6 ปีข้างหน้า
เพื่อศึกษาเรื่องนี้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนา "เอดจ์เบนช์" (EdgeBench) ซึ่งเป็นชุดทดสอบระบบที่ประกอบด้วยงานระยะยาวเป็นพิเศษจำนวน 134 รูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงคณิตศาสตร์ โดยแต่ละงานต้องใช้เวลาการทำงานของเอไอต่อเนื่องอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้บันทึกชั่วโมงการทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมรวมกว่า 38,000 ชั่วโมง เพื่อประเมินโมเดลชั้นนำ 5 โมเดล เช่น โคลด โอปุส 4.8 (Claude Opus 4.8) ของแอนโทรปิก (Anthropic) จีพีที 5.5 (GPT 5.5) ของโอเพนเอไอ (OpenAI) รวมถึงโมเดลจากผู้พัฒนาแถวหน้าของจีนอย่าง จื่อพู่ เอไอ (Zhipu AI) และ ดีปสีก (DeepSeek)
ผลการทดสอบพบว่า ประสิทธิภาพของเอไอเอเจนต์มีการพัฒนาเป็นเส้นโค้งทางคณิตศาสตร์ที่แม่นยำและคาดเดาได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะยังคงพัฒนาต่อไปได้จากการลงมือปฏิบัติจริง แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการฝึกฝนแบบเดิมจะเริ่มอิ่มตัวแล้วก็ตาม ซึ่งความสามารถในการเรียนรู้หลังถูกนำไปใช้งานจริงนี้ จะช่วยให้เอไอสามารถพัฒนาตัวเองระหว่างการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นกุญแจสำคัญในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ไปใช้งานจริงในวงกว้าง
ที่มา: South China Morning Post