วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

อัยการติวเข้ม! กฎหมายยาเสพติด-ฟอกเงิน ให้ตร.ภาค 1 ยึดทรัพย์ผู้ค้ายา

อัยการติวเข้มกฎหมายยาเสพติด-ฟอกเงิน ตร.ภาค 1 ยึดทรัพย์ผู้ค้ายา ยกเคส “โจฮันเนส”นำเงินค้ากัญชาฟอกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เรือยอร์ช รถยนต์หรูในเมืองไทย

สืบเนื่องจากอาชญากรรมยาเสพติดได้พัฒนาไปหลายรูปแบบ แม้ทางภาครัฐ จะได้จัดทำประมวลกฎหมายยาเสพติดแล้ว แต่เครื่องมือในการทำงาน ก็ยังไม่เท่าทันกลุ่มอาชญากร ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง จึงต้องเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อเป็นสร้างเขี้ยวเล็บเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปราม ยาเสพติดคู่ขนานไปกับการ ยึดและอายัดทรัพย์สิน ซึ่งจะต้องใช้กฎหมายฟอกเงิน เพราะเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อใช้ในการรับมือ กลุ่มองค์กรอาชญากรรม ที่มีการกระทำความผิดต่อเนื่องเกี่ยวพันกันในหลายท้องที่ทั้งภายในภายนอกราชอาณาจักร ส่งผลให้ การสืบสวนสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐาน ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรในพื้นที่ต่างๆ ดำเนินคดีได้ยากลำบากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาขีดความรู้ขีดความสามารถของพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องในการ ปฏิบัติงานด้านอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อนำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สิน ของอาชญากร เพื่อตัดวงจรมิให้หวนกลับมากระทำความผิดอันเป็นภัยของสังคมโดยรวม ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลดังกล่าว

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ตำรวจภูธรภาค 1 ได้เป็นเจ้าภาพเชิญเหบ่าตำรวจนักสืบ นายตำรวจภูธรภาค 1 และกองบัญชาการต่างๆ เพื่อจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ประจำปี พ.ศ 2569 ที่โรงแรม ศุภาลัยป่าสักรีสอร์ท อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยมีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมอบรม จำนวน 400 นาย ประกอบด้วยข้าราชการนายตำรวจภูธรภาค 1 -ตำรวจภูธรภาค 6 และข้าราชการตำรวจส่วนกลาง

โดยผู้เข้าอบรมมีตั้งเเต่ยศร้อยตำรวจเอกถึงรองผู้บังคับการมาร่วมฟังการอบรม

วัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ารับการอบรม มีความรู้มีความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎหมายยาเสพติดและ กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเสริมสร้างทักษะความรู้ในการปฏิบัติงานด้านการสืบสวนสามารถใช้เทคนิคหรือวิธีการต่างๆได้เหมาะสมในการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจับกุมผู้กระทำความผิดตาม กฎหมายยาเสพติดและกฎหมาย ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มากยิ่งขึ้น ทั้งเเรื่องการพิจารณาสำนวนการสอบสวน การจัดทำคำฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง และคดีอาญา ตลอดจนการดำเนินคดีในชั้นศาล

ซึ่งคณะผู้จัดอบรมได้เชิญ นายเทพประทานพรทองคลัง อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี อัยการที่มีความเชี่ยวชาญกฎหมายฟอกเงิน เเละผ่านการเป็นองค์คณะเเละเจ้าของสำนวนคดีฟอกเงินชื่อดังหลายคดี มาเป็นวิทยากร บรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับหลักการ และความมุ่งหมายของกฎหมายฟอกเงิน และความผิดมูลฐานต่างๆ ตลอดจน เทคนิค ในการสอบสวนความผิดมูลฐาน การสอบสวนคดีอาญาฟอกเงิน การดำเนินการ ยึดทรัพย์เพื่อให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน กระบวนการการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย

โดยนายเทพประทานพร ทองคลัง ได้ยกตัวอย่าง ฟอกเงินค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีการขนถ่าย ผู้อพยพชาวโรฮิงญา จากประเทศเพื่อนบ้าน สู่ประเทศปลายทาง มีการบังคับใช้แรงงาน ในเรือประมง นำบุคคลที่มีฐานะไปเรียกค่าไถ่ ซึ่งในภายหลัง ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์กับบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ

พร้อมยกตัวอย่าง คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นายโจฮันเนส เพทุสฟาร์ลาโฮเวน ผู้ต้องหาตามกฎหมายฟอกเงิน สัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่มีการโอนเงิน ที่ได้จากการกระทำความผิด ข้อหาจำหน่ายกัญชา โดยนำเงินดังกล่าว มาซื้อทรัพย์สินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน เรือยอร์ช รถยนต์หรู ต่างๆ

นายเทพประทานพรได้อธิบาย กระบวนการการนำสืบพยานในศาล ว่าในคดีอาญาฟอกเงิน ใช้ระบบกล่าวหา โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ ให้ศาลเห็น ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด โดยมีองค์ประกอบ ความผิดคือการโอนรับโอนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยปกปิดอำพรางซ่อนเร้น

อันเป็นองค์ประกอบความผิดกฎหมายฟอกเงินตามมาตรา 5 ส่วนคดีแพ่ง การยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินและการเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหาย จะต้องพิสูจน์ว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานฟอกเงินเกิดขึ้น ผู้คัดค้าน เป็นผู้กระทำ ได้ทรัพย์สินจากการกระทำความผิดมา ในภายหลัง ภาระการพิสูจน์ จะตกอยู่กับผู้คัดค้าน ทางนี้นอกจากจะมีการให้ความรู้ จากทางสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

ยังมีการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงิน จากทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอีกด้วย โดยวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการฝึกอบรม มีความมุ่งหมาย ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย มีความรู้มีความเข้าใจ สามารถดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน ได้สำเร็จเรียบร้อยลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ในอันที่จะตัดวงจรอาชญากรรม มิให้หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก และคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย โดยนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิด มาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที อันเป็นการยังประโยชน์ยุติธรรมแก่ประชาชน

รวมถึงยังยกตัวอย่างมูลฐานความผิดที่หลายคนไม่ค่อยได้ทราบ อาทิเช่น ความผิดเกี่ยวกับการขู่กรรโชกทรัพย์ อย่างเช่นคดี เเก๊งปล่อยเงินกู้ให้หญิงสาวเเละเมื่อ ลูกหนี้ไม่มีจ่ายก็ถูกบังคับมามีเพศสัมพันธ์

จากนั้นก็บังคับให้ถ่ายคลิป เเละนำไปใช้ข่มขู่ เอาทั้งตัวเเละเงินเหยื่อ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็น 1 ในความผิดมูลฐานการฟอกเงินในเรื่องของ กรรโชกขู่เข็ญ เเละเชื่อว่าหากมีการขยายผลส่วนมากคนร้ายจะไม่ได้ทำต่อผู้เสียหายรายเดียว ถ้าเรายึดทรัพย์ได้ก็เป็นการหยุดวงจร