วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

ป.ตามรวบมือปืนหึงโหดยิงเมียดับ เปลี่ยนชื่อพรางตัวหนีคดีนานเกือบ 20 ปี

กองปราบบุกรวบคาภูเก็ต! มือปืนหึงโหดยิงภรรยาดับอนาถ เปลี่ยนชื่อพรางตัวหนีคดีนานเกือบ 20 ปี สุดท้ายไม่รอดถูกจับก่อนหมดอายุความเพียงสองเดือน

วันนี้ (4 ก.ค.) พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป.สั่งการ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป.และ พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. นำกำลังจับกุม นายไสว (สงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.517/2549 ลงวันที่ 17 ก.ย.49 ข้อหา “ฆ่าผู้อื่น ,มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตฯและพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” ได้บริเวณริมถนนศรีสุทัศน์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต

สืบเนื่องจากเมื่อปี 2549 ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .22 ยิงภรรยาจนเสียชีวิตแล้วหลบหนีไป สาเหตุมาจากความหึงหวง ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ หลังเกิดเหตุผู้ต้องหาได้หลบหนีไปกบดานตามจังหวัดต่างๆ โดยเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล อำพรางตน และขาดการติดต่อกับทางบ้านเพื่อป้องกันตำรวจตามแกะรอยจับกุม

หลังเวลาผ่านมาเกือบจะครบ 20 ปี คดีดังกล่าวจะครบกำหนดอายุความในเดือนกันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. ได้เร่งแกะรอยติดตามเบาะแสทุกช่องทาง เพื่อนำตัวผู้ต้องหารายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ก่อนคดีขาดอายุความ จากการสืบสวนจนพบเบาะแสสำคัญ ว่าผู้ต้องหา ได้เปลี่ยนชื่อ - สกุล เพื่ออำพรางตัว และใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จึงนำกำลังลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งสามารถเข้าจับกุมตัวได้ดังกล่าว

สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าสาเหตุของคดีเกิดจากความหึงหวง และความหวาดระแวงว่าภริยาจะมีความสัมพันธ์กับชายอื่น จนเกิดการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง ก่อนใช้อาวุธปืนยิงภริยาจำนวน 2 นัด เป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แล้วตัดสินใจนั่งโดยสารรถประจำทาง หลบหนีเข้ากรุงเทพฯ ไปอาศัยอยู่กับน้องสาวในระยะแรก พร้อมนำอาวุธปืนขนาด .22 ที่ใช้ก่อเหตุ ไปขายให้วินจักรยานยนต์รับจ้างในราคา 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนี

ผู้ต้องหารับสารภาพอีกว่า จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อ -สกุล เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ ก่อนโยกย้ายที่พักอาศัยไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่, นครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต โดยประกอบอาชีพช่างเชื่อมเพื่อหาเลี้ยงชีพ พร้อมตัดการติดต่อกับญาติพี่น้องทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีใครเชื่อมโยงไปถึงตัวได้ กระทั่งมาถูกตำรวจจับกุมดังกล่าว จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป