ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - คดีแอร์ฯบินไทยหิ้วยาเข้าทำนอง “คนเดียวรวย ซวยทั้งองค์กรและทั้งชาติ” ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเรื่องนี้สร้างผลกระทบมหาศาลต่อชื่อเสียงของการบินไทย สายการบินแห่งชาติที่เพิ่งฟื้นไข้ทะยานสู่ฟากฟ้า ไม่ว่าแอร์ฯ สาวถูกกลลวงจริงหรือไม่? แต่นี่คือประตูนรกของวัฒนธรรมหยวนๆ ไม่ตรวจเข้มลูกเรือจนกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่ให้แก๊งค้ายาข้ามชาติฉวยใช้
การออกอาการยั๊วะจัดข้ามทวีปของ นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งผ่าตัดใหญ่ล้างบางทั้งระบบเส้นสาย - เด็กฝาก จะทำได้สักเพียงไหนยังเป็นคำถาม เพราะอย่าลืมว่าการบินไทยนั้นกระทรวงการคลัง คือผู้ถือหุ้นใหญ่ กุมอำนาจในการควบคุมทิศทางยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง และ ลวรณ แสงสนิท ปลัดคลัง ในฐานะประธานบอร์ดการบินไทย เข้มงวดกวดขันระบบตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กร ขจัดวัฒนธรรมองค์กรที่มีช่องโหว่เอื้อประโยชน์ และเต็มไปด้วยระบบเส้นสาย เด็กฝาก คงไม่เกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นกระมัง
ยาเสพติดหนึ่งกิโลฯ บินไทยเสียหายหมื่นล้าน?
โลกของตลาดทุนยุคปัจจุบันมีสัจธรรมอันโหดร้ายประการหนึ่ง นั่นคือ “มูลค่าทางกฎหมาย กับ มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ไม่เคยเท่ากัน”
กรณีข่าวอื้อฉาวสะท้านโลกเมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาววัย 26 ปี ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ถูกกองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย และตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย รวบตัวคาด่านตรวจสนามบินเมลเบิร์น พร้อมของกลางเฮโรอีนน้ำหนัก 900 กรัม ซุกซ่อนในกระเป๋าหิ้ว 12 ใบ คิดเป็นมูลค่าของกลางในตลาดมืดราว 11.5 ล้านบาท
หากคิดแบบคณิตศาสตร์ชั้นประถม ความเสียหายก็ควรจำกัดอยู่แค่ตัวเลขหลักสิบล้านกับอนาคตที่ดับวูบของแอร์สาวรายนี้ ทว่า ในโลกความเป็นจริง ยาเสพติดไม่ถึง 1 กิโลกรัมลอตนี้ คล้ายกลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่ล้างผลาญมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของการบินไทยบนกระดาน SET หายวับไปกับตาชั่วข้ามคืนกว่า 20,000 ล้านบาท! จากราคาหุ้นที่เคยยืนระยะอย่างแข็งแกร่งในกรอบ 6.70 – 7.15 บาท ดิ่งพสุธาลงมาแกว่งตัวอย่างอ่อนแรงทันทีที่แถลงการณ์ด่วนจากการบินไทยเผยแพร่ออกมา
ตลาดทุนไม่ได้ตื่นตระหนกเพราะมูลค่ายาเสพติด แต่ตลาดทุนลงทัณฑ์การบินไทยในข้อหา “ล้มเหลวเชิงธรรมาภิบาล” อย่างร้ายแรง ตัวเลขกำไรสุทธิหลักหมื่นล้านบาทในงบการเงินล่าสุดที่พนักงานนับหมื่นชีวิตถากถางทางสร้างขึ้นมา กลายเป็นสิ่งไร้ค่าทันที เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยและการควบคุมภายในของสายการบินแห่งชาติมีรูรั่วขนาดใหญ่ ที่เอื้อให้อาชญากรรมข้ามชาติฉวยใช้ประโยชน์
ชำแหละ “ขุมทรัพย์รับจ้างหิ้ว”
คำถามที่สังคมถามไถ่แทงใจคนในองค์กรการบินไทยก็คือ “นี่เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล หรือเป็นฝีหนองที่ทำกันเป็นประเพณีปฏิบัติจนเนื้อในเน่าเฟะ?”
เรื่องนี้ต้องลากไส้วัฒนธรรมองค์กรเก่าแก่ที่ซุกไว้ใต้พรมมานานหลายสิบปีออกมาตีแผ่ ทั้งนี้ในแวดวงการบินรู้กันดีว่า สถานะ “ลูกเรือการบินไทย” คืออภิสิทธิ์ชนคนบินที่มีแต้มต่อเหนือผู้โดยสารทั่วไป พวกเขามีช่องทางเดินผ่านพิธีการศุลกากรเฉพาะ (Crew Lane) ได้รับ “การให้เกียรติและผ่อนปรน” จากเจ้าหน้าที่ด่านตรวจในฐานะคนกันเองจนกลายเป็นความหย่อนยาน นำมาสู่การสร้าง “ขุมทรัพย์รายได้เสริมนอกระบบ” จากการรับจ้างหิ้วของแบรนด์เนม วิตามิน เครื่องสำอาง จากยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บินหนึ่งไฟลต์กวาดส่วนต่างและค่าหิ้วเข้ากระเป๋า 50,000 ถึงหลักแสนบาทต่อเดือน แซงหน้าเงินเดือนประจำก็ว่าได้
วัฒนธรรม “หยวนๆ” และการแกล้งหลับตาข้างหนึ่งของผู้บริหารในอดีต ที่มองว่ามันคือสวัสดิการทางอ้อมของพนักงาน ได้กลายเป็นการเพิกเฉยเชิงระบบ เมื่อองค์กรปล่อยให้เกิดการละเมิดกฎหมายศุลกากรขนาดเล็กจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติ ช่องโหว่ Fast Track นี้จึงถูกแก๊งค้ายาเจาะระบบ เพราะมองเห็นว่าระบบคัดกรองพนักงานของการบินไทยนั้นหละหลวมเกินกว่าจะต้านทานแรงดึงดูดของเงินใต้ดิน
เกมลวงออนไลน์ “โรส อวตาร” ม้าเร็วราคา 8,800 บาท
จากการแกะรอยเชิงลึกของสำนักงาน ป.ป.ส. และชุดสืบสวน ตำรวจได้ลอกคราบโมเดลธุรกิจค้ายาเสพติดยุคใหม่ที่ไม่ได้ใช้เครือข่ายมืออาชีพ แต่ใช้กลยุทธ์ “เช่าพื้นที่กระเป๋า” สวมรอยผ่านโลกออนไลน์
ตัวละครลับอย่างบัญชีผู้ใช้ชื่อ “โรส อวตาร” คือมัจจุราชในคราบลูกค้าทั่วไป แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มรับหิ้วสินค้า ทักแชตส่วนตัวหาแอร์โฮสเตสและลูกเรือหลายรายด้วยข้อความซ้ำๆ ว่า “ต้องการฝากส่งกระเป๋าผ้า โดยขอแบ่งพื้นที่ว่างในกระเป๋าเดินทางเดินทางไปออสเตรเลียน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม”
แอร์สาวผู้ตกเป็นจำเลยในคดี หลงกลข้อเสนอนี้ด้วยค่าจ้างราคาถูกแสนถูกเพียง 8,800 บาท โดยความโลภชั่ววูบและวัฒนธรรมรับจ้างหิ้วที่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา บดบังความเฉลียวใจว่าซับในกระเป๋าผ้าเหล่านั้นถูกยัดไส้ด้วยเฮโรอีนบริสุทธิ์ที่มีมูลค่าสูงถึง 11.5 ล้านบาทในตลาดมืดเมลเบิร์น เงินเพียงไม่กี่พันบาทถึงกับดับอนาคตของแอร์ฯสาว และลากสายการบินแห่งชาติในตลาดหุ้น มาประจานต่อชาวโลกอย่างน่าอนาถใจ
ขุมพลังสะดุดก่อนฝ่าวิกฤตปลดล็อกหุ้นบิ๊กล็อต
ความน่าเจ็บปวดที่สุดของวิกฤตครั้งนี้คือดันเกิดขึ้นในจังหวะนรกที่การบินไทยกำลัง “พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ” หลังจากการฟื้นฟูกิจการ และกำลังเข้าสู่โค้งอันตรายอีกครั้งในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
ถ้าหากตัดเนื้อร้ายเรื่องแอร์ขนยาออกไป ภาพลักษณ์เชิงคอร์เปอเรทของการบินไทยในปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาการพลิกฟื้นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดในอุตสาหกรรมการบินโลก การบินไทยทรานส์ฟอร์มตัวเองจากรัฐวิสาหกิจที่อุ้ยอ้าย ขาดทุนเรื้อรัง จนแทบจะล้มละลาย กลายมาเป็น “จ่าฝูงแห่งน่านฟ้า” และก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชนจำกัดและเอกชนเต็มตัว
กว่าจะฟันฝ่ามาถึงจุดนี้ การบินไทย ต้องล้างไพ่หั่นฝูงบินจนลีน เหลือเฉพาะเครื่องบินลำตัวกว้างประสิทธิภาพสูง (Boeing 787 และ Airbus A350) ลดต้นทุนซ่อมบำรุงมหาศาล ทั้งเลิกบินตามใจนักการเมือง ตัดเส้นทางบินที่ขาดทุนออกไปจนหมด โฟกัสเฉพาะเส้นทางทำเงิน และใช้ระบบ AI อัจฉริยะในการบริหารราคาตั๋ว จนดันอัตราส่วนขนส่งผู้โดยสาร ทะลุเป้าสูงกว่า 80% แทบทุกเส้นทางหลัก พร้อมกับสยายปีกโกยเงินจากครัวการบินไทย และฝ่ายบริการภาคพื้น จนสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง
การบินไทยเดินหน้าอย่างสง่างาม งบการเงินโชว์ตัวเลขกำไรสุทธิสะสมอย่างแข็งแกร่ง และเตรียมตัวนับถอยหลังสู่หมุดหมายประวัติศาสตร์ในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาห้ามขายหุ้นของหุ้นแปลงหนี้ลอตใหญ่ที่สุดถึง 19,802 ล้านหุ้น คิดเป็น 70% ของหุ้นทั้งหมด
ทว่าวิกฤตแอร์ฯ หิ้วยาเสพติดครั้งนี้ ได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมในเชิงลบ ข่าวฉาวได้ทำลายความเชื่อมั่นด้าน ESG Rating ส่งผลให้กองทุนรวมขนาดใหญ่และสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ประกาศ “ชะลอการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน” ชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์
ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกตลาดทุน นั่นคือ “Supply มหาศาลกำลังจะทะลักเข้าตลาดในเดือนสิงหาคม แต่ Demand จากกองทุนใหญ่กลับหดหายเพราะวิกฤตศรัทธา” ด้วยต้นทุนแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 2.54 บาทต่อหุ้น (เทียบกับราคาในตลาดปัจจุบันที่ร่วงต่ำลงมา) ปัจจัยลบด้านธรรมาภิบาลจะเป็น "ชนวนเร่ง" ให้เจ้าหนี้ตัดสินใจถล่มเทขายหุ้นทิ้งทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปลดล็อกเพื่อล็อกกำไร นักวิเคราะห์หลายสำนักเตือนดังๆ ว่า รอบเดือนสิงหาคมนี้แหละคือระลอก “เผาจริง” ที่อาจลากราคาหุ้น THAI ดิ่งลึกจนยากจะเยียวยา
ถึงเวลา "ลวรณ-เอกนิติ" ต้องยืดอกรับผิดชอบ!
แรงสะเทือนที่ลามไปถึงระดับความมั่นคงของสายการบินและของชาติ ทำให้นายอนุทินยั๊วะจัดจนต้องทุบโต๊ะสั่งล้างบางระบบเส้นสาย เด็กฝาก และรื้อมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด เพราะคดีนี้ขัดขวางยุทธศาสตร์ประเทศในการเป็น Aviation Hub อย่างร้ายแรง
การออกอาการยั๊วะจัดข้ามทวีปของนายกรัฐมนตรี ที่สั่งผ่าตัดใหญ่ล้างบางทั้งระบบเส้นสาย-เด็กฝาก จะทำได้สักเพียงไหนยังเป็นคำถาม เพราะภาพแอร์ฯ หิ้วยานั้น แท้จริงแล้วมันซ้อนทับอยู่บนปัญหาระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกอยู่ภายในองค์กร เมื่อคนในได้รับการบรรจุหรือจัดสรรผลประโยชน์ด้วยระบบเส้นสายมากกว่าความโปร่งใส ความเกรงใจสายตรงจึงอยู่เหนือเนื้อผ้าการตรวจสอบภายใน
และงานนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งถึง 38.90% จะทำตัวเกียร์ว่างไม่ได้อีกต่อไป เพราะหากคลังมีระบบตรวจสอบความโปร่งใสและเข้มงวดกวดขันบรรษัทภิบาลที่ดีพอ เรื่องอื้อฉาวระดับชาติเช่นนี้ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้น ความเสียหายหลักหมื่นล้านรอบนี้ ขุนพลฝั่งคลังจึงต้องยืดอกรับผิดชอบ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ขุนคลัง จะเพิกเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อรอยรั่วและวัฒนธรรมหยวนๆ ที่ปล่อยให้ฝังรากจนเอื้อประโยชน์แก่อาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้อีกต่อไป และต้องตอบคำถามนักลงทุนให้ได้ว่า คลังปล่อยให้ระบบเส้นสายทำงานเหนือระบบธรรมาภิบาลมานานแค่ไหน?
ขณะเดียวกัน ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดการบินไทย หัวขบวนสูงสุดของคณะกรรมการบริษัท ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเต็มๆ ต่อระบบการตรวจสอบภายในขององค์กรที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ลวรณต้องตอบคำถามต่อตลาดทุนให้ชัดเจนว่า มาตรการสแกนเข้มพนักงานและระบบควบคุมความเสี่ยงนับจากนี้จะศักดิ์สิทธิ์จริง หรือเป็นเพียงแค่พิธีกรรมซื้อเวลาลูบหน้าปะจมูก?
วิกฤตแอร์ฯ ขนยาครั้งนี้สะท้อนว่า การผ่าตัดเนื้อร้ายในจิตวิญญาณองค์กร คือศึกที่ยากกว่าการผ่าตัดโครงสร้างหนี้ หากประธานบอร์ดและผู้ถือหุ้นใหญ่ยังแกล้งหลับตาเพื่ออุ้มระบบอุปถัมภ์ ปัดสวะให้เป็นเพียงความผิดส่วนบุคคล โดยไม่กล้าทุบขุมทรัพย์รับจ้างหิ้วให้พินาศจริงจัง ต่อให้งบการเงินสวยหรูเพียงใด แต่กลิ่นจาก “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง” จะเป็นแรงฉุดลากราคาหุ้นบิ๊กล็อตลงเหวอย่างยากจะหลีกเลี่ยง.