ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กรรมไล่ล่าหรือว่าหมดพลังบุญแล้วสำหรับ อนันต์ อัศวโภคิน อดีตผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ที่ล่าสุดถูกออกหมายจับในคดีสมคบและร่วมกันฟอกเงินที่โยงกับสหกรณ์ฯ คลองจั่น หน้าฉากมูฟเม้นท์นี้ดูเหมือนจะส่งผลสะเทือนต่ออาณาจักรแลนด์ แอนด์ เฮาส์ เพียงจิ๊บ ๆ แต่ทว่าเมื่อล้วงลึกถึงไส้ในจะพบความจริงที่ชวนสยองโดยเฉพาะ “ธุรกิจหลัก” คืออสังหาริมทรัพย์ที่กำลังร่วงสู่เหวลึก
ที่ผ่านมา คดีฟอกเงินฯ ดังกล่าว กรงล้อแห่งกระบวนการยุติธรรมทอดเวลาเนิ่นนานจนถูกครหาว่า “สองมาตรฐาน” กว่าจะหมุนย้อนกลับมาบดขยี้อดีตราชันอสังหาริมทรัพย์ไทยในที่สุด หลังศาลอนุมัติหมายจับอนันต์ อัศวโภคิน เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นขอต่อศาล ในข้อหา “สมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน” (คดีพิเศษที่ 10/2560)
คดีนี้อัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งเด็ดขาดสั่งฟ้องไปตั้งแต่ต้นปี 2567 ทว่าที่ผ่านมาฝั่งทนายความของเจ้าสัวใหญ่ยื่นใบรับรองแพทย์เพื่อขอเลื่อนนัดส่งฟ้องต่อศาลแบบมาราธอน โดยอ้างอาการป่วยวิกฤตทางกายภาพ ทั้งโรคไตวายระยะสุดท้ายและภาวะสมองแทรกซ้อน จนกระทั่งศาลอนุมัติหมายจับอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มาปรากฏตัวตามนัด
คดีนี้เป็นภาคต่อจากมหากาพย์โกงระดับชาติ “ยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น” ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนนับหมื่นราย การออกหมายจับในวัยไม้ใกล้ฝั่งของอนันต์ ไม่เพียงทลายปราการแห่งความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุน แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า “อภิสิทธิ์ทางการเงิน” ไม่สามารถเป็นโล่กำบังคดีอาญาฟอกเงินได้อีกต่อไป และระเบิดเวลาลูกนี้กำลังสั่นคลอนเกียรติประวัติทั้งหมดที่เขาเพียรสร้างมาตลอดชีวิต
กล่าวสำหรับข้อหาและที่มาของคดีฐานความผิดของอนันต์ คือ “สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”
พฤติการณ์ในคดีชี้ว่า มีการนำเงินที่ได้จากการทุจริตยักยอกทรัพย์ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ไปซื้อที่ดินจาก บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด จากนั้น อนันต์ ได้ขายที่ดินต่อในราคาประมาณ 492 ล้านบาท แล้วนำเงินส่วนหนึ่งราว 303 ล้านบาท ไปบริจาคและโอนต่อ ซึ่งเข้าข่ายการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อซุกซ่อนปกปิดแหล่งที่มา ซึ่งมีความผิดฐานฟอกเงิน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มีรายงานข่าวว่ากลุ่มผู้เสียหายกำลังเร่งรัดให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวพันกับการรับเงินโอนจำนวน 303 ล้านบาท ต่อจากนายอนันต์ เนื่องจากมีความกังวลว่าคดีอาจจะใกล้ขาดอายุความ ประกอบด้วย
1.นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ตัวการหลักในความผิดมูลฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันถูกดำเนินคดีและรับโทษในหลายคดีที่เกี่ยวข้องไปแล้ว
2.เครือข่ายวัดพระธรรมกายและมูลนิธิฯ เส้นทางการเงินจากการขายที่ดินของนายอนันต์ ถูกระบุว่ามีการโอนและบริจาคให้แก่ มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และตัววัดพระธรรมกาย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงอดีตพระธัมมชโย (พระเทพญาณมหามุนี)
3.บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด นิติบุคคลที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งมีนายศุภชัยเข้าไปถือหุ้นและครอบงำกิจการโดยใช้เงินทุจริต ก่อนจะทำสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับนายอนันต์
ปัจจุบัน ดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่รับช่วงเงินต่อเหล่านี้ให้ครบถ้วนตามเส้นทางการเงิน
ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานฟอกเงินที่มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี จะมีอายุความทั้งสิ้น 15 ปี โดยอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ “ความผิดสำเร็จ” หรือวันที่เกิดการโอน/ฟอกเงินก้อนนั้นๆ ขึ้น ไม่ใช่เริ่มนับจากวันที่ดีเอสไอรับเป็นคดี กรณีการโอนเงินของอนันต์เกิดขึ้นในช่วงปี 2553–2554 ทำให้อายุความ 15 ปี กำลังจะทยอยหมดลงในปี 2568–2569 นี้
อย่างไรก็ดี กรณี อนันต์ อัศวโภคิน แม้จะหลบหนี แต่เนื่องจากศาลได้อนุมัติออกหมายจับไว้แล้วก่อนคดีขาดอายุความ คือออกเมื่อ 18 มีนาคม 2569 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงชั่วคราวตามขั้นตอนกฎหมาย
การหมดอายุความของคดี มีบทเรียนจากคดีพระธัมมชโย โดยเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา อัยการและดีเอสไอเพิ่งสั่งยุติคดีอาญาฟอกเงินของตัวอดีตพระธัมมชโยและพวกในคดีหลักไปแล้ว เนื่องจากครบกำหนด 15 ปี และขาดอายุความโดยที่ไม่สามารถจับกุมตัวมาส่งฟ้องศาลได้ทัน
อนันต์ – เครือข่ายธัมมชโย คู่บุญหรือคู่กรรม
หากจะสืบสาวราวเรื่องถึงจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมบั้นปลายชีวิตของ อนันต์ อัศวโภคิน คงต้องย้อนรอยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ตัดไม่ขาดระหว่าง อนันต์ อัศวโภคิน กับ “อดีตพระธัมมชโย” และอาณาจักรจานบินวัดพระธรรมกาย อนันต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิษยานุศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธาธรรมดา แต่ในหน้าประวัติศาสตร์สายบุญ เขาคือ “ขุนพลเสบียงแถวหน้า” ของสำนักจานบิน
ชนวนเหตุแห่งหมายจับเกิดจากธุรกรรมการซื้อขายที่ดิน 46 ไร่ ติดกับวัดพระธรรมกาย ที่อนันต์รับซื้อมาจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่นฯ ในราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งทางดีเอสไอแกะรอยเส้นทางการเงินแล้วชี้ชัดว่าเป็นธุรกรรมอำพรางเพื่อเจตนาฟอกเงินที่ยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ ก่อนที่จะมีการนำที่ดินบางส่วนไปเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายในเวลาต่อมา
ธุรกรรมสีเทาที่คลุมด้วยเสื้อคลุมแห่งการทำบุญนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจาก “คู่บุญ” ที่คอยส่งเสริมบารมีทางธุรกิจและการเงินในอดีต ให้กลายสภาพเป็น “คู่กรรม” ที่ตามหลอกหลอน ชะตากรรมของเจ้าสัวแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในวันนี้ สะท้อนบทเรียนราคาแพงแก่กลุ่มทุนใหญ่ในไทยว่า ความศรัทธาที่ขาดการกลั่นกรองและไปเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มิชอบบนคราบน้ำตาของประชาชน สุดท้ายแล้วปลายทางจะไม่เหลือแม้แต่ภาพลักษณ์นักธุรกิจคุณธรรมระดับประเทศ ซ้ำถูกตราหน้าเป็นผู้ต้องหาหนีคดีฟอกเงินที่ถูกออกหมายจับ
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยามอาทิตย์อัสดง
ในขณะที่ตัวบุคคลต้องเผชิญวิบากกรรมทางกฎหมาย ภาพรวมทางธุรกิจของ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ก็กำลังย่างก้าวเข้าสู่ “ช่วงอาทิตย์อัสดง” ในสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ไทย พญามังกรที่เคยยืนหนึ่งในเซกเมนต์บ้านหรูพรีเมียมอย่างแบรนด์ “ลดาวัลย์” และ “นันทวัน” กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะขาลง ผลิตภัณฑ์หรือบ้านของ LH ถูกวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาในหมู่นักออกแบบว่าติดอยู่กับกรอบคิดแบบ “อนุรักษนิยมและปรับตัวช้า” โครงสร้างและฟังก์ชันไม่ดึงดูดใจกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่ จนเปิดช่องให้ผู้ท้าชิงสายดีไซน์ดุดันเฉียบคมอย่าง แสนสิริ (SIRI) และ เอสซี แอสเสท (SC) เดินเกมบุกทะลวงชิงส่วนแบ่งการตลาดชิ้นเค้กพรีเมียมไปครองอย่างไร้ความปราณี
ความอ่อนแอภายในถูกซ้ำเติมด้วยมรสุมภายนอกที่ซัดกระหน่ำ LH กำลังตกอยู่ในสภาวะหลังพิงฝาจากศึกสองด้าน ด้านหนึ่งคือยอดปฏิเสธสินเชื่อ ของสถาบันการเงินที่เข้มงวดขั้นสุดลามขึ้นมากดดันกลุ่มบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาท อันเป็นพอร์ตใหญ่
อีกด้านคือยอดพอร์ตสินค้าค้างสต็อกที่บวมโตแต่ระบายไม่ออก บีบให้ค่ายแลนด์ แอนด์ เฮาส์ ต้องยอมกลืนเลือดทำสงครามราคาและอัดงบการตลาดส่งเสริมการขายอย่างหนักหน่วง เพื่อปั๊มกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัท แม้จะต้องแลกมาด้วยการเห็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ทรุดฮวบลงมาต่ำกว่า 25% ก็ตาม
ล้วงไส้ในกำไร 5 ปี อาการน่าเป็นห่วง
เมื่อล้วงงบการเงินรวมตลอด 5 ปี (2021 - 2025) ออกมาแบให้เห็นความจริง นักลงทุนที่เคยมองเพียงแค่กำไรบรรทัดสุดท้ายคงต้องตื่นจากฝัน เพราะนี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของ “องค์กรไส้กลวง” ที่ธุรกิจหลัก (Core Business) ป่วยหนักจนแทบไม่เหลือร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีต
จากตัวเลขผลประกอบการ บ่งบอกชัดเจนถึงอาการน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อมองย้อนไปปี 2022 กำไรเนื้อแท้จากการสร้างบ้านขายเคยทำเงินพีกสุดถึง 3,703 ล้านบาท แต่หลังจากโดนหั่นมาร์เก็ตแชร์บวกกำลังซื้อหดตัว กำไรที่มาจากฝีมือการขายอสังหาฯ ดิ่งวูบเหลือ 156 ล้านบาทในปี 2024 และอนาถใจที่สุดในปี 2025 เหลือเนื้อแท้เพียง 65 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1.74% ของกำไรสุทธิรวมเท่านั้น นั่นหมายความว่าจากกำไรหลายพันล้าน วันนี้ธุรกิจหลักทำเงินได้ไม่ถึงร้อยล้านบาทด้วยซ้ำ
แปลความได้ว่า LH ในปัจจุบันแปรสภาพจากบริษัทพัฒนาที่ดินกลายเป็น “กองทุนหุ้นโฮมโปรพ่วงธุรกิจเช่า” ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะกำไรที่เห็นประคองอยู่ได้พึ่งพาจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทลูกอย่าง HMPRO และ LHFG ถึง 3,201 ล้านบาท คิดเป็น 86% ของกำไรทั้งหมด บวกกับบุญเก่าจากการเฉือนเนื้อตัดขายห้าง Terminal 21 และโรงแรมหรูเข้ากองทรัสต์พยุงชีพไปวัน ๆ หากวันใดที่บริษัทลูกสะดุดหรือไม่มีสินทรัพย์ให้ตัดขาย อาณาจักรแห่งนี้อาจต้องเผชิญวิกฤตงบการเงิน
สิ้นบารมี “อนันต์” สู่แรงเขย่าโครงสร้างครั้งใหญ่
กระแสข่าวลือสะพัดล่าสุดจากวงในระบุตรงกันว่า ปัจจุบัน อนันต์ อัศวโภคิน ในวัยชรากำลังเผชิญกับภาวะป่วยขั้นวิกฤตจากโรคไตวายระยะสุดท้ายขั้นรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อน โดยพำนักรักษาตัวอยู่ต่างประเทศในสภาพที่ทรุดโทรมทางร่างกายตามที่ทนายได้ยื่นขอเลื่อนศาล
ในโมงยามที่พญามังกรไร้พ่ายไม่สามารถหวนคืนสู่มาตุภูมิเพื่อสู้คดีได้อีกต่อไป สปอตไลท์ดวงใหญ่จึงไม่ได้จับจ้องที่หมายจับอาญาอีกแล้ว แต่จับจ้องไปที่ “โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่สุด”เนื่องจากอนันต์ ยังคงถือครองหุ้น LH เป็นอันดับหนึ่งในสัดส่วนสูงถึง 24.23% คิดเป็น 2,894 ล้านหุ้น
หากท้ายที่สุดตามกฎอนิจจังพญามังกรต้อง “ปล่อยมือ” จากโลกธุรกิจอย่างเด็ดขาด กระบวนการจัดการมรดก สินทรัพย์ และการเปลี่ยนผ่านมือของผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะกลายเป็นแรงเขย่าโครงสร้างทุนครั้งมโหฬาร แม้ระบบการบริหารงานโดยมืออาชีพจะทำหน้าที่ประคองไปได้เพราะแยกขาดจากกันมานาน แต่หากไร้ซึ่งบารมีของอนันต์คอยค้ำจุน และเงินบุญเก่าจากการขายสินทรัพย์เริ่มหมดลง ในขณะที่ธุรกิจแกนหลักยังจมดิ่งอยู่ในห้องไอซียู นั่นหมายถึงว่าอาณาจักรแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็คงหลีกหนีไม่พ้นชะตากรรมอาทิตย์อัสดง กลายสภาพจากมังกรไร้พ่ายในอดีตสู่เสือกระดาษที่ทำได้เพียงแค่นับถอยหลังรอวันปรับโครงสร้างใหม่อย่างเจ็บปวดในกระดานหุ้นไทย!
โบรกเกอร์ ยังมองบวก
อย่างไรก็ดี สำนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น ข้อมูล Consensus และ บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ทีทีบี เวลธ์ ออกมาวิเคราะห์ถึงทิศทางของ LH หลังข่าวออกหมายจับ อนันต์ อัศวโภคิน ว่าข่าวหมายจับเป็นเพียงจิตวิทยาลบชั่วคราว ไม่มีผลกระทบต่อพื้นฐานการดำเนินงาน เนื่องจากอนันต์ ได้ลดบทบาทและลาออกจากตำแหน่งบริหารในเครือทั้งหมดตั้งแต่ปี 2560 การบริหารจัดการในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยมืออาชีพเต็มรูปแบบ โดยเรื่องที่ต้องติดตามคือ หากคดีถึงที่สุดในอนาคตและนำไปสู่กระบวนการจัดการสินทรัพย์ อาจเกิดการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ไม่ใช่ความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดหรือการล้มละลายของตัวบริษัท
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่กำลังประเมิน LH บนความท้าทายของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2026 กล่าวคือ ปัจจุบันโบรกเกอร์ปรับมุมมองต่อ LH จากเดิมที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็น Holding Company ที่มีเสถียรภาพสูง เนื่องจากมีแรงหนุนจากกำไรและเงินปันผลของบริษัทลูก เช่น โฮมโปร และ LHFG ซึ่งเป็นกลุ่มการเงินธนาคาร รวมถึงรายได้ประจำจากธุรกิจศูนย์การค้าในตระกูล Terminal 21 และโรงแรมหรู ซึ่งช่วยประคองรายได้ในยามที่ตลาดบ้านจัดสรรชะลอตัว
และแม้ผลประกอบการจากธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขายจะชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน แต่จุดเด่นของ LH ที่นักวิเคราะห์ยังคงแนะนำคือ อัตราการจ่ายเงินปันผล ที่ยังคงสูงอยู่ในระดับ 6-7% โดยเฉลี่ยจ่ายครึ่งปีรอบละประมาณ 0.12 บาท/หุ้น ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนกลุ่มเน้นคุณค่าที่ต้องการ Passive Income
ทว่า คำแนะนำของโบรกเกอร์กับตัวเลขผลประกอบการ “ไส้กลวง” ของ LH เป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องนำมาชั่งน้ำหนักด้วยตนเองให้ดี อย่าเพิ่งหลงคารมตัวเลขปันผลจนมองข้ามความจริงที่ว่า ธุรกิจหลักฝ่อจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง และในวันที่สิ้นบารมี “อนันต์ อัศวโภคิน” บุญเก่าที่มีจะเพียงพอค้ำยันอาณาจักรนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน...คือคำถามที่นักลงทุนต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนตกเป็นเหยื่อรายต่อไปในตลาดทุน!.