วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

“มณฑลไท่กั๋ว...แผ่อำนาจ” จีนเทายึด “พัทยา-ศรีราชา”

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - พื้นที่ในแถบตะวันออกของไทยกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “มณฑลไท่กั๋ว” จากการแผ่อิทธิพลการลงทุนของกลุ่มทุนจีนและการขยายอำนาจของกลุ่มจีนเทา โดยเฉพาะในพื้นที่เมือง “พัทยา-ศรีราชา” จังหวัดชลบุรี กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐสำหรับการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ

กล่าวสำหรับพื้นที่จังหวัดชลบุรี เป็นจุดยุทธศาสตร์ของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี ดังนั้น การที่มีนักลงทุนจีนเข้ามาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้า หรือธุรกิจบริการ จึงไม่ใช่ความผิดปกติในเชิงเศรษฐกิจ หากการลงทุนเป็นไปตามกฎหมาย มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน

แต่ประเด็นที่สร้างความกังวลในห้วงเวลานี้ คือการที่กลุ่มทุนจีนเทาใช้ธุรกิจถูกกฎหมายบังหน้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองกิจการและอสังหาริมทรัพย์

ล่าสุด ข่าวการจับกุม “เครือข่ายบัญชีม้า” ประกอบด้วยผู้จัดการและพนักงานธนาคารแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี กับพฤติการณ์เอื้ออำนวยความสะดวกในการเปิดบัญชีธนาคารให้กับกลุ่มผู้ต้องหาชาวจีน ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้าให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบพฤติกรรมต้องสงสัยในการอนุมัติเปิดบัญชีธนาคารให้กับ “กลุ่มชาวจีน” ที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยว (Tourist Visa) โดยผลการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ธนาคารสาขาแห่งนี้มีการลักลอบเปิดบัญชีในลักษณะนี้มากกว่า 100 บัญชี เพื่อใช้เป็นช่องทางรับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง รวมมูลค่าความเสียหายทะลุ 100 ล้านบาท

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจีนเทา ซึ่งอาศัยพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นฐานดำเนินการ

นอกจากนี้ การผงาดของทุนจีนผุด “โครงการมิกซ์ยูสครบวงจรขนาดกว่า 100 ไร่” บริเวณฝายตาจุ้ย ติดถนนห้วยปราบ–โป่งสะเก็ด ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยเป็นการเช่าพื้นที่ระยะยาวประมาณ 30 ปี โดยจะการพัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่รองรับกลุ่มแรงงานชาวจีนซึ่งทำงานในนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียงในแถบชลบุรีและระยอง ซึ่งภายในโครงการประกอบด้วยร้านอาหารจีน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจบริการหลายประเภท

“มณฑลไท่กั๋ว” ในเมืองศรีราชา มีทั้งร้านอาหารจีนหรู ร้านก๋วยเตี๋ยว ซูเปอร์มาร์เก็ตจีน ซึ่งพบว่าร้านอาหารจีนหลายแห่งมีเจ้าของกิจการเป็นชาวจีน และพนักงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว โดยแทบไม่พบการจ้างแรงงานไทย เป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับคนในพื้นที่ เกี่ยวกับผลกระทบด้านการจ้างงานในอนาคต

และยังว่าพบว่าร้านมินิมาร์ทบางแห่งในพื้นที่ศรีราชาจัดจำหน่ายสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งเกิดคำถามในประเด็นการนำเข้าสินค้า การเสียภาษี และการดำเนินธุรกิจว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาประกอบธุรกิจหลากหลายประเภทของกลุ่มนักลงทุนชาวจีนในพื้นที่ศรีราชาได้สร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและแรงงานไทยอย่างยิ่ง โดยชาวบ้านในพื้นที่มีการเรียกร้องไปยังหน่วยงานรัฐในการตรวจสอบการจ้างแรงงาน การขออนุญาตประกอบกิจการ และการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และให้การประกอบธุรกิจของทุกฝ่ายเป็นไปตามกฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในฐานะประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ของชาวต่างชาติ เปิดเผยว่าจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการลงทุนจากต่างชาติขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคลต่าง ๆ

ข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ปี 2569 ระบุว่า ปัจจุบันมีนิติบุคคลถือครองที่ดินในจังหวัดจำนวน 22,468 ราย โดยได้ดำเนินการคัดกรองและส่งเรื่องตรวจสอบเชิงลึกแล้ว 878 ราย พร้อมกันนี้ ผู้ว่าฯ ชลบุรี สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเร่งรัดการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว เพื่อขับเคลื่อนการตรวจสอบเชิงลึกอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลารายงานผลอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องทรัพยากรที่ดินของประเทศ รักษาสิทธิของประชาชน และป้องกันการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

ตัวอย่างล่าสุดก็คือกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังบุกจับชาวจีน 2 ราย ลักลอบเปิดเต็นท์รถยนต์มือสอง พื้นที่ ต.หนองซาก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จากการตรวจสอบพบว่าทั้งคู่ไม่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย และไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการค้าของเก่า รวมถึงไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยทำการยึดรถของกลาง 19 คัน พร้อมแจ้งข้อหาหนักและเตรียมส่งตัวกลับประเทศ

หรือกรณีการสนธิกำลังบุกทลายโกดังเก็บสินค้ากลางเมืองบางละมุง พื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากการตรวจสอบพบเป็นของกลุ่มทุนจีนเข้าข่ายนำเข้าผิดกฎหมาย มีสินค้าหลากหลายรูปแบบทั้ง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม-ยารักษาโรค ไม่มีเลข อย. เครื่องสำอาง ของตกแต่งบ้านยันสิ่งเทียมอาวุธ

นอกจากนี้ ยังก่อปัญหาอาชญกรรมข้ามชาติ ซึ่งตามรายงานระบุว่าปัจจุบันคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาวจีนหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ชลบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่พัทยาสะท้อนความรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นมีการข่มขู่ รุมทำร้าย ไปจนถึงเหตุใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยระหว่างปฏิบัติงาน

เกิดคดีรุนแรงของกลุ่มชาวต่างชาติในพื้นที่พัทยาหลายครั้ง ยกตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 กรณี “แก๊งจีนโหด” พร้อมลูกสมุนชาวจีนและชาวไทย ทำร้ายร่างกายชาวสิงคโปร์รายหนึ่งเสียชีวิต บริเวณหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งตัวเมืองพัทยา หรือการเปิดศึกระหว่าง 2 แก๊งจีนเทา ยกพวกรุมทำร้าย จากปมขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน “มณฑลไท่กั๋ว” จากการแผ่อิทธิพลการลงทุนของกลุ่มทุนจีนและการขยายอำนาจของกลุ่มจีนเทาในพื้นที่เมืองชลบุรี เป็นสิ่งที่ภาครัฐจึงควรเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการตรวจสอบการถือครองที่ดินของนิติบุคคลต่างชาติ การบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจนอมินี การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้า

รวมทั้งการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้การเหมารวมกระทบต่อนักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต แยกแยะระหว่างการลงทุนที่ถูกต้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นพื้นที่ที่เปิดรับการลงทุนควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน.