วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

เอ้า...อย่า “ตัดจบ” ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น จับตาไอ้โม่งระดับ “บิ๊กเบิ้ม” ส่อลอยนวล!?

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แทบจะผ่านไปแบบ “เรื่อยเชื่อย” เลยก็ว่าได้ สำหรับคดีการทุจริตโกงสอบข้าราชท้องถิ่น ที่ดำเนินการโดย “กรมส่งการปกครองท้องถิ่น(สถ.)” หน่วยงานภายใต้ “กระทรวงมหาดไทย” ที่มี “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ถ่างขานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการอีก 1 ตำแหน่ง

ด้วยมองไม่เห็นความคืบหน้าตามที่สังคมเฝ้าจับตาและคาดหวังว่าจะลากไปถึง “ตัวการใหญ่” อย่างที่ควรจะเป็น

นับจากวันที่ 23 มิถุนายน 2569 หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ป.ป.ช. บุกทลายเซฟเฮ้าส์ลับย่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐนับสิบชีวิตกำลังง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์ 18 ชุด เพื่อคีย์ข้อมูลแก้ไขไฟล์กระดาษคำตอบดิจิทัล PDF ของผู้เข้าสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นประจำปี 2568 ทั่วประเทศ ความคืนหน้ามีให้เห็นมีไม่มากนัก

เท่าที่เห็นก็อย่างเช่น การสั่งย้าย “นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” พ้นเก้าอี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามมาด้วยการจับกุม “นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต และการสั่งพักราชการ “จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม” ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์

แต่ที่เคลื่อนไหวหนักตอนนี้ กลับเป็นบุคคลที่ถูก “คลิปเสียง” พ่นพิษ เริ่มจาก “นายทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในห้วงเวลาที่มีการจับสอบ ที่ส่งทีมกฎหมายไปแจ้งความที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลในคลิปเสียง คือ “ส้ม-กิจ” น.ส.กานดาภร มณีปุณยากุล หรือส้ม นายพงศกรณ์ เสาร์ทน หรือกิจ และผู้เผยแพร่ คือ “บังแจ็ค” รวมทั้งสิ้น 3 คน โดยมีเนื้อหากล่าวอ้างทำนองว่านายทรงศักดิ์ รู้เห็นและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เพจนักแฉตัวตึง อย่าง “CSI LA” ปล่อยคลิปปริศนาอ้างโยงใยคนใหญ่คนโต เล่นเอา “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงกับฟิวส์ขาด ส่งนิติกรไปแจ้งความเพจดังที่กองปราบปรามในข้อหาหมิ่นประมาท โดยยืนยันหลังบ้านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

จนสังคมตั้งข้อสังเกตว่า เดินหน้าไล่ฟ้องคนที่นำข้อมูลหรือคลิปการโกงออกมาแฉ แทนที่จะเร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏในเร็ววัน

นอกจากนั้น ยังมีข้อสังเกตว่า นอกจากที่ “ภูเก็ต” แล้ว ยังไม่ปรากฏว่า จะพบการโกงในพื้นที่อื่นๆ ให้เห็นแต่ประการใด

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปใหญ่โตว่า สุดท้ายคดีก็น่าจะจบแบบที่ “ระดับบิ๊ก” ลอยนวลเสียมากกว่า แม้ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย จะออกมาเปิดเผยว่าขบวนการนี้มีบุคคลเกี่ยวข้องจำนวนมากและกระจายหลายพื้นที่ ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวการระดับบิ๊กได้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดไหวตัวก็ตามที

แน่นอน ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบต่อผู้สอบผ่านสุจริต จึงได้มีการรวมตัวร้อง ป.ป.ช.เพื่อขอให้เร่งรัดการไต่สวน เนื่องจากปัจจุบันกระบวนการเรียกบรรจุแต่งตั้ง (การเรียกตัวครั้งที่ 4) ถูกชะลอไว้ชั่วคราวเพื่อรอผลตรวจสอบ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้สอบผ่านแสดงความกังวลหลังทราบว่าอาจต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกถึง 3–6 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ที่ลาออกจากงานเดิมมารอรับการบรรจุจนขาดรายได้

สำหรับตัวนายอนุทินเองนั้น แม้จะมีท่าทีขึงขังในช่วงแรกๆ ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ระยะหลังกลับนิ่งทั้งๆ ที่เป็นกระทรวงซึ่งตัวเองนั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ กระทั่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะทำเป็น “หนูไม่รู้” ลอยตัวเหนือปัญหาเหมือนกับทุกเรื่องที่ผ่านๆ มาไม่ได้

และเมื่อถูกไล่บี้หนักเข้า หลังกลับจากฝรั่งเศส นายอนุทินได้เรียก “ปลัดป๊อบ-นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทยและคณะ เข้ารายงานความคืบหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

มท.หนูประกาศเสียงดังฟังชัดในการแถลงข่าวว่า “เรื่องโกงข้อสอบเราดำเนินการไปถึงใครคนนั้นต้องถูกลงโทษไม่มียกเว้นใครแน่นอน” พร้อมยืนยันว่า “หากผู้กระทำความผิดไม่ใหญ่จริงคงทำไม่ได้ในการเข้าถึงเอกสาร ไม่ต้องห่วง ตอนนี้คนมารุมสืบสวนสอบสวนทุกหน่วยงาน ทั้ง ปปท. ปปง. และ ป.ป.ช. แค่ 3 หน่วยงานนี้ฟังก็เหนื่อยแล้ว และยังมีตำรวจอีก รวมถึงกระทรวงมหาดไทยที่ต้องไปสอบสวนหน่วยงานตัวเอง”

แต่เมื่อถามถึงกรณี “นายรัชพงษ์ ชูแก้ว“ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีข่าวว่าเชื่อมโยงกับประเด็นการสอบข้าราชการท้องถิ่น และข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับผู้สอบที่ได้ลำดับต้นๆ นายอนุทินโบ้ยว่า ยังไม่รู้เรื่องเลยคือใคร ต้องไปถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตนยังไม่รู้เรื่อง เพราะเพิ่งกลับมา

ทั้งนี้ หลังนายอนุทินเรียกรายงานความคืบหน้า “นายสันติธร ยิ้มละมัย” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นว่า คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้แสวงหาข้อเท็จจริง ทั้งจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และเชิญผู้เกี่ยวข้อง 15 ราย มาให้ข้อมูล และเรียกเอกสารจากหน่วยงานต่างๆ ด้วย รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาให้คำแนะนำ ซึ่งในเบื้องต้น คณะกรรมการฯได้ตรวจกระดาษคำตอบของศูนย์สอบทั้ง 10 ศูนย์ พบว่าผู้รับจ้างไม่ได้จัดส่งไฟล์ข้อมูลภาพถ่ายกระดาษคำตอบที่ปรากฏผลคะแนนมาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในทันทีหลังจากตรวจกระดาษคำตอบเสร็จแล้ว

อีกทั้งได้สุ่มตรวจแฟลชไดร์ฟที่เก็บอยู่ในกรม สถ.ซึ่งในนั้นบันทึกภาพถ่ายกระดาษคำตอบทั้งหมดของทุกคน กับประกาศผลคะแนนที่แจ้งมา ซึ่งจากการสุ่มตรวจ 79 ราย พบว่ามี 48 รายที่คะแนนในสำเนากระดาษคำตอบไม่ตรงกับไฟล์ประมวลผลคะแนนสอบ โดยเป็นการแก้ไขคะแนน ทั้งในกรณีภาค ก และภาค ข เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ผลคะแนน ภาค ก เกินกว่าร้อยละ 60 และภาค ข มีคะแนนสูงเป็นพิเศษถึงร้อยละ 90 ส่วนการประกาศผลผู้มีสิทธิสอบภาค ค. นั้น ผู้รับจ้างได้จัดส่งแฟลชไดร์ฟที่บรรุจผลการประมวล ภาค ก. และภาค ข. รวมถึงภาษาอังกฤษ ให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่มีหน้าที่ดูแลการสอบครั้งนี้ เพื่อให้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบฯสรุปข้อมูลได้ว่าไม่ปรากฏว่ากสถ.ได้นำข้อมูลในแฟลชไดร์ฟที่บันทึกภาพถ่ายกระดาษคำตอบ ภาค ก. และภาค ข. มาสอบทานกับประมวลผล ภาค ก. และ ภาค ข. ที่ผู้รับจ้างส่งให้แต่อย่างใด

นอกจากนี้ จากการที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีตรวจสอบหลักฐานทางดิจิตอล พบว่าแม้มีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. ไปแล้ว แต่ยังมีผู้เกี่ยวข้องแอบเข้าไปแก้ไขข้อมูลในระบบสารสนเทศก่อนประกาศเป็นทางการ โดยผู้เกี่ยวข้อง มีทั้งข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีมูลความผิดวินัยร้ายแรง 5 ราย, ผู้รับจ้าง, บริษัทเอกชนภายนอก และบุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน

นั่นคือคำอธิบายจากคณะกรรมการตรวจสอบฯ ของกระทรวงมหาดไทย

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า วงเส้นการสืบสวนทำท่าจะจบลงแค่ระดับ “ปลาซิวปลาสร้อย” หรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะในส่วน “ราชการ” ที่มีผู้ทำผิดวินัยร้ายแรงจำนวน 5 รายเท่านั้น

แถมยังงงเป็นไก่ตาแตกอีกว่า “บุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน” ซึ่ง สถ.สรุปว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงนั้น หมายความว่าอย่างไร และเมื่อไหร่จะทราบตัวตนของบุคคลเหล่านั้น

ส่วนที่นายอนุทินบอกว่า “หากผู้กระทำความผิดไม่ใหญ่จริงคงทำไม่ได้ในการเข้าถึงเอกสาร” ก็คงต้องพิสูจน์กันต่อไปว่า คนที่ใหญ่จริงที่ว่านั้นเป็นใคร

กลัวก็แต่ต้องหยิบยืนวลีเด็ดของ “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” มาใช้บ้างว่า “เอ้า ตัดจบ?” เสียจริงๆ.